07 กรกฎาคม 2552

9 เรื่องดีๆ ++ ผ่านครึ่งปี

ความหวังเกิดได้ทั้งจากจุดมุ่งหมายสิ่งที่เราอยากให้เป็นในอนาคต และจากการรู้จักหามุมมองด้านบวกในสิ่งที่ติดลบกับปัจจุบัน เพื่อประโลม เพิ่มพูนพลังใจนี่คือ 9 เรื่องดีๆ ในครึ่งปี ที่ติดลบ ขอชวนคุณมองมุมใหม่ ด้วยทัศนคติบวก แล้วคุณจะพบความหวัง กำลังใจในชีวิต


1.จ่ายน้อย…ได้มาก ด้วยเช็คสองพันบาท
เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินชีวิต และกระตุ้นการหมุนเวียนเม็ดเงินของธุรกิจในประเทศ รัฐบาลได้ออกนโยบายแจกจ่ายเงินในรูปแบบเช็คช่วยชาติ มูลค่าสองพันบาท ในเดือนเมษายน สิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นคือ การเพิ่มค่าเงินให้มีจำนวนมากกว่าตัวเลขที่ระบุ งานนี้นอกจากเช็คแล้ว ดูเหมือนทุกๆ คนก็ต่างช่วยกันเองในแบบ Win Win คือภาคธุรกิจก็ได้เม็ดเงินเพิ่มขึ้น ประชาชนก็สามารถจับจ่ายใช้สอยได้คุ้มค่า

2.ท่องเที่ยว…หรูหราในราคาเบาๆ
ก่อนหน้านี้ ถ้าไม่ใช่ระดับผู้จัดการที่มีเงินเดือนสูง หรือใช้เงินล่วงหน้าในเครดิตการ์ด โอกาสจะยกครอบครัวไปเที่ยวในสถานที่สวยงาม โรงแรม รีสอร์ต ระดับมากดาว ที่โอนเอียงความสมบูรณ์แบบเพื่อกลุ่มนักเที่ยวชาวต่างชาติ ก็คงจะมีโอกาสน้อยนิด แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้วในวันนี้ เพราะการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนนโยบายมาให้ความสำคัญกับลูกค้าภายในประเทศ จากผลกระทบเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และการเมืองภายในที่วุ่นวาย คุณสามารถเสพสุขความหรูหราในราคาเบาๆ ด้วยบริการที่ให้เกียรติคนในประเทศมากขึ้น และซื้อแพ็คเกจทัวร์โปรโมชั่นเริดๆ แบบชนิดไม่ค่อยพบเห็นได้ในทุกจังหวัดท่องเที่ยวติดอันดับ ทั้งดีลตรงกับโรงแรม รีสอร์ต หรือผ่านบริษัทนำเที่ยว

3.ชาร์ตฟรี อาบฟรี
เวลามี เงินหายสักสามสี่พัน มันก็แค่เรื่องเล็ก แต่ในเวลาจน สตางค์ในกระเป๋าขาดไปแค่เฟื้องสลึงกลับทำให้ชีวิตลำบากได้สุดขั้วทีเดียว เรื่องนี้สะท้อนได้ดีกับการต้องมีรายจ่ายประจำในเวลาข้าวยากหมากแพง อย่าง ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า โชคดีที่ของขวัญปีใหม่ที่รัฐบาลจัดให้ยังมีอยู่ นั่นคือ การแจกจ่ายสาธารณูปโภคน้ำประปา ไฟฟ้า โดยไม่คิดค่าบริการสำหรับผู้ไม่มีรายได้ เราจึงไม่ถึงกับอัตคัดขัดสนหนักเท่าที่ควรจะต้องเป็น นี่คืออีกสิ่งดีๆ ที่เงินภาษีอากรได้กลับมาตอบแทนในวันอันแร้นแค้น ทำให้การเป็นอยู่ หลับนอน สะดวกสบายกว่าประชากรในหลายประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังพัฒนา และนี่คือ สายรุ้งในสายฝนที่หล่อเลี้ยงชีวิตของใครหลายๆ คน

4.ของดีของไทยที่กลับมา
ยิ่งวิทยาศาสตร์เจริญมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบว่าธรรมชาติยิ่งทรงคุณค่ามากกว่านั้น ความรู้ในทุกวันนี้จึงกลายเป็นการถอดรหัสธรรมชาติ และภูมิปัญญาพื้นบ้านจากตำรับสมุนไพร และยาโบราณที่เห็นได้ชัดคือ เครื่องสำอางในวงการความงาม ที่พยายามวิจัยคิดค้นสูตรบำรุงจากพืชพันธุ์มากชนิด การใช้สเต็มเซลล์ในไม้ดึกดำบรรพ์ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์และสุขภาพ รวมทั้งกระแสยาจากตำราพระไตรปิฎก นั่นหมายความว่าเราเริ่มเรียนรู้ และตระหนักในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและที่สำคัญกว่านั้น คือการแพทย์มีทางเลือกมากขึ้นหลายทาง ให้ทั้งประสิทธิภาพและราคาย่อมเยา แพทย์สมัยใหม่บางท่าน สามารถหายจากมะเร็งขั้นสุดท้ายได้ด้วยระบบชีวจิต และบางท่านหายจากการดื่มน้ำเปล่าตามสูตรควบคู่ไปกับการกินผักสมุนไพรในประเทศ และนี่ก็คืออีกหนึ่งความหวังในการเยียวยาสุขภาพของคุณด้วย


5.หันหน้าเข้าหา นำธรรมะมาเป็นที่พึ่ง
ไม่มีอะไรที่จะสอนและขัดเกลาคนเราได้ดีไปกว่าความทุกข์ และสิ่งที่ประโลมใจคือธรรมะ สกู๊ปข่าวจากโทรทัศน์หลายช่อง นำเสนอประเด็นของกลุ่มคนตกงานที่หันหน้าเข้าวัด ศึกษาธรรมะ นั่งสมาธิวิปัสสนา หนึ่งในตัวแทนของคนเหล่านั้นรู้สึกว่าการเข้าหาธรรมะ และใช้หลักความคิดของพระพุทธเจ้า ทำให้เธอหาความสุขได้ง่ายขึ้นกว่าสมัยที่มีเงินเดือนสูง บ้าน และรถเงินผ่อน เริ่มเข้าใจว่าความสุขของชีวิตก็คือการไม่ประมาท และอยู่กับความทุกข์ได้ในแบบไม่ทุกข์มาก แนวคิดดังกล่าวยังสร้างกระแสตื่นตัวให้กับเยาวชน และผู้ปกครองที่เล็งเห็นถึงการฝึกปฏิบัติธรรม ส่งผลต่อเนื่องไปถึงวงการศึกษา หลายสถาบันใช้หลักวิธีคิดวิธีสอนแบบผนวกธรรมะมากขึ้น รวมทั้งมีการจัดตั้งโรงเรียนแนวใหม่ที่ใช้หลักปริยัติต่างๆ มาเป็นแนวทางสร้างสรรค์หลักสูตร นับเป็นอีกความน่าชื่นใจ เพราะโลกและประเทศในทุกวันนี้ ที่วุ่นวาย ล้วนเกิดจากระดับคุณธรรมตกต่ำ ดังนั้นในอนาคตเราน่าจะมีสภาพสังคมที่สงบสุขมากขึ้น รวมทั้งอาจมีผู้นำประเทศใจซื่อมือสะอาด


6.ขนส่งสาธารณะแบบไม่คิดตังค์
ประชาชนยังได้ประโยชน์ในหลายๆ เรื่องในด้านการคมนาคมของภาครัฐบาล ถึงแม้หลายเสียงจะออกมาแสดงความคิดเห็นว่าในตอนแรกๆ ว่ามีน้อยเกินไป ทำแค่เพื่อสร้างภาพหรือเปล่า แต่ก็ยังมีการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ที่บริการรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน และระบบการรถไฟที่ให้บริการรถไฟฟรีจากจังหวัดหนึ่งข้ามไปยังอีกจังหวัดหนึ่งซึ่งแม้จะมีเพียงไม่กี่จังหวัด ไม่กี่เส้นทาง แต่หากว่าใครเคยใช้บริการแล้ว ก็ถือว่าคุ้มค่า ดีกว่าไม่มีฟรี! เอาซะเลย

7.แข็งแรงแบบยั่งยืน
กำกวมกันมานานกับพระราชดำริ เศรษฐกิจแบบพอเพียง แต่ในตอนนี้หลายคนเริ่มรู้จักจากการสูญเสียสิ่งที่เกินจำเป็น ทั้งบ้านหลังที่สาม รถยนต์คันที่สี่ หรือความสุขยามค่ำคืน จากสภาพจำยอมกลายเป็นการยอมรับ และค้นพบปรัชญาชีวิตที่ว่า ความสุขพึ่งตนเองแบบพอเพียงก็คือการใช้ชีวิตให้สมดุลกับความจำเป็น ความพึงพอใจ และสภาพการณ์รอบข้าง ดังนั้นในวิกฤตการณ์นี้ หลายครอบครัวจึงเริ่มให้คุณค่ากับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ละเลย โดยเฉพาะในด้านการดูแลจิตใจของตนเองและคนรอบข้าง คงไม่เกินไป ถ้าจะบอกว่า เมื่อสิ่งฟุ่มเฟือยถูกตัดลง การอยู่อย่างจำเป็นในแบบสมถะกำลังยกระดับสังคมในอนาคต

8.ความหวังแห่งศูนย์รวมใจเรารักในหลวง
ไม่ว่ากระแสการใส่เสื้อสีจะสร้างปรากฏการณ์อะไร แต่คงไม่มีเสื้อไหนที่ทรงคุณค่าเท่าเสื้อทุกสีที่สกรีนคำว่าเรารักในหลวง และเรารักประเทศไทย ท่ามกลางความแปลกแยกทางความคิด หลายคนที่อยู่คนละขั้วเริ่มถอยออกมาจากจุดเดิม และมองภาพรวมของประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์พระประมุขศูนย์รวมใจประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ การสนับสนุนของกลุ่มคนในชุมชนพันทิพ ที่ขึ้นกระทู้แนะนำ และชักชวนกันสวมเสื้อเรารักในหลวง และประเทศไทย กระแสดังกล่าวกลับมาฮอตอีกครั้ง ด้วยความภาคภูมิใจ จากการได้เห็นชาวต่างชาติในหลายประเทศ ยังชื่นชมและสวมใส่เสื้อตราสัญลักษณ์ ตัวอย่างเช่น ในซีรี่ส์เรื่อง Hero Sp ทาคุยะ นักแสดงนำ ใส่เสื้อเรารักประเทศไทย
นักร้องเกาหลีวง2 PM ใส่ Wristband เรารักในหลวงขึ้นเวทีคอนเสิร์ตในประเทศของตัวเองกันทั้งวง ในซีรี่ส์ฮิต Shibatora นักแสดงใส่เสื้อเรารักในหลวงเข้ากล้องถ่ายทำ หนึ่งในนั้นยังรวมนักร้องนักแสดงขวัญใจญี่ปุ่น นาโอฮิโตะ ฟูจิกิ ด้วย


9.อิสระสุขในความฝันเก่า
การศึกษาบ่อยครั้งก็ทำให้เราต้องมีชีวิตและประกอบอาชีพตามระบบ ลืมงานแห่งความฝัน เพราะการขาดความรู้และประสบการณ์ ทำให้ไม่กล้าเริ่มต้น และแม้ในขณะที่รายได้ และตำแหน่งมั่นคง ใครหลายคนก็ขาดความกระตือรือร้น หรือกลัวที่จะเสี่ยงออกมาทำในสิ่งที่ใจเรียกร้อง ทั้งๆ ที่กำลังเป็นทุกข์กับสิ่งที่หาเลี้ยงชีพ ความจริงก็คือในโลกนี้ไม่มีอาชีพไหนที่มั่นคงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในคนทำงานที่ไม่มีความสุขและพรสวรรค์ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาของการลดพนักงาน พวกเขาจึงได้รับจดหมายเลิกจ้าง พร้อมเงินชดเชยสำหรับตั้งต้นชีวิตใหม่ ในขณะที่กำลังกังวลใจกับอนาคต มีไม่น้อยที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง เริ่มเรียนรู้ และสร้างอาชีพใหม่จากความฝันเก่าที่ลืมเลือน พร้อมกันนั้นพวกเขาก็พบว่า นี่คือสิ่งที่เป็นทั้งคุณค่า ความมั่นคง และความสุข ที่ได้รับการเติมเต็ม ทั้งหมดน่าจะสรุปได้ตรงกับคำว่า โอกาสในวิกฤติ


ขอบคุณข้อมูลจาก : women plus

ของขวัญที่ให้กันได้ทุกวัน

ของขวัญอันล้ำค่าเหล่านี้ไม่ต้องรอมอบให้กันในช่วงเทศกาลเราสามารถมอบให้ผู้อื่นได้ตลอดปี

และเมื่อเรามอบของขวัญนี้แก่ผู้ให้แล้วผลที่ได้รับ มีคุณค่ามากมายมหาศาล

ของขวัญจาก การฟัง
จงตั้งใจฟังผู้อื่นให้มากอย่าขัดจังหวะการพูด หรือขัดคอคนอื่น
พูดให้น้อย ฟังให้มาก

ของขวัญจาก ภาษากาย
อย่าอายที่จะแสดงความรักแก่ครอบครัว หรือเพื่อนของคุณ
การแสดงออกเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่บอกให้พวกเขารู้ถึงความสนิทสนมที่คุณมีให้จับมือ โอบไหล่ สวมกอด หอมแก้ม ฯลฯ

ของขวัญจาก ความเบิกบาน
แบ่งปันเสียงหัวเราะ และความสนุกสนานให้คนรอบข้างมีเรื่องสนุก อย่าแอบหัวเราะคนเดียว

ของขวัญจาก การเขียน
กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือของคุณเอง เช่น ฉันรักคุณจังเลย ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ
จะสร้างความรู้สึกดีๆ ให้กับคนอ่านได้ไม่น้อย

ของขวัญจาก คำชม
ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ไม่ว่าใครก็อยากจะได้รับคำชม เช่น ผมทรงนี้ดูดีจัง กับข้าวอร่อยมากเลยนะ

ของขวัญจาก ความมีน้ำใจ
ความจริงพวกเราทุกคนล้วนมีน้ำใจสภาพสังคมที่ต้องแก่งแย่งแข่งขันอยู่ตลอดทำให้น้ำใจของหลายคนเกิดอาการหลับในการแบ่งปันให้กัน จะทำให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น

ของขวัญจาก เวลาส่วนตัว
บางเวลาคนเราก็อาจอยากอยู่เงียบ ๆ ตามลำพังอย่าลืมเคารพสิทธิผู้อื่นด้วยปล่อยให้เขาอยู่คนเดียว
เมื่อเขาต้องการ

ของขวัญจากการ ให้กำลังใจ
คนเรายามที่จิตใจท้อแท้ ก็เหมือนรถน้ำมันหมดช่วยเติมกำลังใจให้คนอื่นทุกครั้งที่มีโอกาส
ใจเย็น ๆ นะ เดี๋ยวก็มีทางแก้ ยากกว่านี้ เธอยังทำได้เลยสักวันรถคุณเองก็อาจจะขาดน้ำมันเหมือนกันก็ได้

ของขวัญจาก มธุรสวาจา
คำพูดดี ๆ ทำให้เกิดความประทับใจต่อกันได้ดีอย่าลืมคำพื้นฐานอย่าง ขอบคุณ ขอโทษคุณอยากฟังคำพูดดี ๆ คนอื่นเขาก็เหมือนกัน

และที่สำคัญ มันเป็นของขวัญที่มาจากใจโดยไม่ต้องลงทุนสักแดงเดียว

ที่มา : FW

Have a nice day ka...



06 กรกฎาคม 2552

5 ความฉลาดสำหรับโลกอนาคต

แบ่งปันบทความดี ๆ ค่ะ

5 ความฉลาดสำหรับโลกอนาคต

โดย หนูดี...วนิษา เรซ

เคยสงสัยไหมคะว่า คนที่จะอยู่ต่อไปในโลกอย่างดีในโลกยุคหน้า ต้องมีคุณสมบัติ หรือลักษณะ
อย่างไรบ้าง...และเราจะเตรียมลูกของเราอย่างไรให้เขาดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่แค่อยู่รอดได้นะคะ แต่อยู่ได้อย่างสง่างาม ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขามุ่งหวัง แถมยังมีความสุข และเหลือเวลาพร้อมด้วยทรัพย์สินที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้อีกต่างหาก...หนูดีว่า นี่คือสิ่งมุ่งหวังของพ่อแม่ทุกๆ คน

แต่เราจะทำอย่างไรดีคะ ที่จะให้เด็กๆ ของเรามีความพร้อมที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ในเวลาที่
เราไม่ได้อยู่ดูแลเขาอีกต่อไปแล้ว

คำถามนี้ มีคนๆ หนึ่งลองตอบได้น่าสนใจมาก...ท่านอาจารย์คนเก่งของหนูดีเอง ที่ฮาร์วาร์ด
ชื่อ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เพิ่งเขียนหนังสือเล่มใหม่เอี่ยม ชื่อ Five Mind for the Future ซึ่งท่านเซ็นชื่อหน้าปกและส่งมาอ่านให้หนูดีอ่านเล่นที่บ้าน แทนคำขอบคุณที่หนูดีส่ง “ผ้าพันคอไหมไทย” ไปให้ท่านสวมหน้าหนาว ...ซึ่งจริงๆ แล้ว ผ้าผืนนั้น เป็นผ้าปูโต๊ะขนาดเล็กและยาวค่ะ หนูดีเห็นท่านพันคอไปแล้วเลยไม่กล้าแก้ความเข้าใจผิดกับท่าน...แต่แอบเอามาเขียนถึงดีกว่าค่ะ แก้คิดถึง

หนังสือเล่มนี้สนุกมาก...อ่านเพลินเลย เพราะอาจารย์หนูดีชวนคุยว่าในโลกยุคหน้า คนเราต้องเก่งด้านไหนบ้าง ต้องคิดถึงให้ได้แบบไหนบ้างถึงจะอยู่รอดอย่างประสบความสุขความสำเร็จสูงที่สุดด้วย ถึงแม้ท่านจะเป็นเจ้าของทฤษฎีเรื่องอัจฉริยภาพหลายประการ แต่ท่านไม่ได้พูดถึงอัจฉริยภาพเป็นเรื่องใหญ่เลย
มาดูกันไหมคะว่า มีความฉลาดอะไรบ้างที่เราน่าฝึกลูกๆ (และรวมถึงตัวเราด้วย) ให้เก่งกาจ...แต่ดูแล้ว ให้ยึดหลักกาลามสูตรนะคะ ว่าอย่าเชื่อไปทั้งหมด

ในห้าความคิดนี้ อาจจะมีด้านที่หก ที่คนเขียนมองพลาดไปแล้วลืมเขียน อาจจะมีด้านไหนที่ไม่จำเป็น หรืออาจจะไม่น่าจะจำเป็นทั้งห้าด้านเลยก็ได้ค่ะ...การอ่านไป ตั้งคำถามไป เป็นนิสัยที่หนูดีถูกอาจารย์ท่านนี้ล่ะค่ะ
ฝึกมาตลอดปีเลยว่า ห้ามเชื่อทฤษฎีไหนง่ายๆ แค่เพราะมันน่าเชื่อ อย่าเชื่อแค่เพราะอาจารย์
เราเป็นคนบอก อย่าเชื่อแค่เพราะคนพูดเป็นคนดัง ฯลฯ... เพราะหากเราฝึกคิดแบบนี้ แล้วเห็นช่องโหว่ได้...วันหนึ่งเราเอง ก็อาจเป็นคนคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ มาอุดช่องโหว่นั้นเองก็ได้นะ
คะ

1. Disciplined Mind สมองคิดเก่งในสาขาที่เราเลือก

ความคิด ความเก่ง และทักษะแรกนี้จำเป็นมากค่ะ...เมื่อเราเลือกเรียนอะไร เลือกทำอาชีพ
อะไร เราจำเป็นต้องเก่งและรู้รอบในสาขาวิชาชีพเราให้มากและดีที่สุด

เช่น ถ้าเราเลือกเป็นหมอ ก็ให้เป็นหมอที่เก่งมากๆ เลือกเป็นคนขายต้นไม้ ก็ต้องเชี่ยวชาญรู้จักต้นไม้ทุกชนิดทุกพันธุ์ รู้จักการเลี้ยงดู การเพาะ ให้ครบถ้วน เพราะในการที่เราจะเก่งรอบด้านได้ เราต้องเก่งลึกก่อน คือ รู้ให้หมด ในสิ่งที่เป็นของเราอย่างแท้จริง

ดังนั้นตอนเลือกหนแรกที่นี่ล่ะค่ะที่สำคัญ เพราะนี่คือบ้านหลังแรกของเราเป็นบ้านที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุด..และการเลือกสาขาที่จะเรียนนี้เราก็ต้องย้อนมาดูที่ความชอบหรือความถนัดของเราว่ามันคืออะไร ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลค่ะ บางคนบอกว่า การค้นหาตัวเองเป็นเรื่องยากนั้น มักเป็นคนที่เลือกวิธีผิด คือการวิ่งไปมา ทุกที่เพื่อหาตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็อยู่ที่นั่น รอเขาอยู่ตลอด เวลา

ดังนั้น หน้าที่แรกที่เราต้องฝึกให้ลูกก็คือ การนิ่งและมองให้ดีว่าอัจฉริยภาพที่เรามีติดตัวมาคืออะไร และเราจะพัฒนาเขาต่อไปได้อย่างไร มันอาจจะเป็นด้านดนตรี ภาษา ธรรมชาติ ฯลฯ หรืออาจจะหลายด้านรวมกันก็ได้ค่ะ

2. Synthesizing Mind สมองคิดสังเคราะห์ข้อมูล

นั่นแน่...เก่งด้านเดียวไม่พอแล้วสำหรับโลกยุคหน้าค่ะ เพราะว่าคำว่า “รู้อะไรกระจ่างแม้อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” หนูดีต้องขอต่ออีกหน่อยว่า รู้ให้กระจ่างสักสองสามอย่างจะดีกว่าค่ะ สมองของเราไหว สบายอยู่แล้ว...โดยเฉพาะสมองเด็กๆ เพราะเขาชอบเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากันในโลกยุคหน้า คนทำงานส่วนใหญ่จะมีโอกาสเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนอาชีพเฉลี่ยคนละห้าครั้งเชียวนะคะ เราเรียนจบมาด้านไหน หลายคนก็ไม่ได้ทำงานด้านนั้น หรืองานหลายอาชีพก็ต้องใช้ความรู้หลายสาขาวิชามารวมกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างหนูดีเลยค่ะ อาชีพหนูดีเป็นสาขาใหม่เรียนว่า Mind, Brain, and Education จะว่าหนูดีเป็นหมอ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว จะว่าหนูดีเป็นนักจิตวิทยา ก็ไม่เชิง จะว่าเป็นนักการศึกษา ก็ไม่ใช่ทั้งหมด... และนี้เป็นเทรนด์ที่มาแรงมากค่ะฝนยุคนี้ คือ การเกิดอาชีพใหม่ๆ จากการนำอาชีพดั้งเดิมมาผสมกัน ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลที่ พวกเราสะสมกันไว้ในฐานะมนุษยชาตินั้นเยอะมาก การจำกัดตัวเองไว้ในกรอบวิชาเดียว จึงเป็นการจำกัดศักยภาพมนุษย์ ดังนั้น คนเก่งยุคหน้า เลยควรรู้หลายสาขาเพื่ออุดช่องโหว่ของสาขาวิชาเดียว...ในโลกยุคของลูกเรา เราคงได้เห็นอาชีพแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ... น่าตื่นเต้นดีนะคะ

3. Creating Mind สมองคิดสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ

รู้รอบหลายสาขาวิชา...ที่สำคัญที่สุด คือการคิดค้นสิ่งใหม่ แนวคิดใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมา
ได้ค่ะ เพราะการรู้อย่างเดียว...รู้แล้วความเก่งจบลงแค่ที่ตัวเราก็น่าเสียดาย แต่ถ้าหากเราสามารถนำความเก่งนั้น มาสร้างสรรค์อะไรดีๆ ให้โลกได้ คงคุ้มค่าน่าดูค่ะ ...เพราะฉะนั้นหากเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราอาจคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้วงการศิลปะก็ได้

เช่น หนูดีเพิ่งเห็นนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง คิดค้นนำขยะดีๆ มาผลิตเป็นกระเป๋าดีไซน์สวย น่าใช้เชียว... นี่ก็
เป็นตัวอย่างหนึ่งของการคิดไดเยี่ยมสำหรับโลกยุคหน้าค่ะ เพราะถ้าแค่รู้ข้อมูล... เราก็ฝึกลูกหรือลูกศิษย์ให้เป็นได้ก็แค่เพียงผู้บริโภคข้อมูล แต่ข้อมูลจะมีคุณค่ามากกว่าเป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกเสพก็เมื่อเราสามารถเอาสมองของเราเป็นเครื่องแปลและแปรข้อมูลได้ เปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์แบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

4. Respectful Mind สมองคิดให้เกียรติคน

ฉลาดแล้ว ทักษะเยี่ยมแล้ว... ไม่น่าจะพอแน่ๆ สำหรับโลกยุคหน้า เพราะการให้เกียรติคนและการถ่อมตัว เป็นนิสัยที่อัจฉริยะทุกคนต้องฝึกให้มีค่ะ... หนูดีเข้าเรียนฮาร์วาร์ดวันแรก สิ่งแรกที่ได้ยินคือปีนี้ขอให้นักเรียนใหม่ทุกคน ฝึกนิสัยให้เป็นคนถ่อมตัว เพราะคนเก่งที่ให้เกียรติใครไม่เป็นในที่สุดแล้วไม่มีใครอยากให้เกียรติเขา และผลงานดีๆ ก็จะมีออกมาไม่ได้ เพราะหาเพื่อนเก่งๆ ดีๆ ร่วมทำงานวิจัยด้วยไม่ได้เป็นคำสอนที่มีค่ามาก... เพราะวันหนึ่งที่เราเป็นคนเก่งมาก ก็จะมีคนชมมาก หากเราไม่รู้จักการประมาณใจให้ถ่อมตัวเสมอ เราก็จะเหลิงและลืม ไปว่าทุกคนในโลกนี้คืออัจฉริยะทั้งนั้น ทุกคนเก่งทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เขาเก่งด้านไหนเท่านั้น
เอง... ว่าไปแล้ว บทเรียนการถ่อมตัวถ่อมใจ เป็นหนึ่งในบทเรียนที่หนูดีถือว่ามีค่าที่สุดจากฮาร์วาร์ดค่ะ

5. Ethical Mind สมองคิด มีคุณธรรม

เห็นความเชื่อมโยงถึงการกระทำของเรากับผู้อื่นคนเก่งทีได้รับการกล่าวถึงอย่างชื่นชมในยุคนี้ ไม่ใช้คนที่แค่ประสบความสำเร็จเรื่องงาน หาเงินได้เยอะเท่านั้นนะคะ แต่คนที่ใครๆ รักและชื่นชม มักเป็นคนเก่งที่คิดถึงสังคมโดยรวมเป็น... บางคนเรียกทักษะนี้ว่า “คุณธรรม” แต่หนูดีชอบเรียกว่า “การเห็นว่า พฤติกรรมของเรามีผล กระทบได้ทั้งทางดีลางร้ายกับผู้อื่น” การคิดแบบให้เกียรตินั้น เรามักจะทำกับอื่นอีกคนเดียว แต่การคิดแบบ “คุณธรรม” จะเป็นการคิดถึงคนเป็นร้อย เป็นหมั่น เป็นล้านเลยทีเดียวว่า การกระทำของเราจะกระทบกับคนอื่นอย่างไร....

เช่น หากวันหนึ่ง เราได้เป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราจะทำอย่างไรกับน้ำเสียของโรงงาน หากเราได้เป็นนักการเมือง เราจะทำอะไรกับเงินภาษีปีละเป็นหมื่นเป็นแสนล้านคนเก่งแบบนี้ มีตัวอย่างที่ดีคือ คุณบิล เกตส์ ซึ่งรวยอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันหลายปี แต่ทุกวันนี้ชีวิตของเราเป็นการกุศลและมีเป้าหมายว่า อยากบริจาคเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ ทำเป็นโครงการต่างๆ ที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น... น่าทึ่งมากนะคะ ที่คนๆ หนึ่ง สร้างอาณาจักรมหึมานี้มาจากศูนย์ และวันหนึ่งจะนำเงินจากแหล่งนี้กลับคืนให้โลกโลกยุคหน้า คงไม่ใช่โลกที่น่าอยู่นัก หากแต่ละคนคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว ในการเป็นพ่อแม่ที่ดี คงไม่ใช่แค่การสอนให้ลูกเก่งวิชา สอบได้เกรดสี่เท่านั้น แต่เป็นการสอนให้ เขาใช้สมองเขาได้เต็มคุณค่า และรู้ว่าจะใช้สมองนั้นไปทำไมทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อสังคม...

เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลยนะคะ แต่หนูดีว่า การเลี้ยงลูกให้ดี เป็นการให้ของขวัญที่ดีที่สุดกับโลกแล้วค่ะ... นี่เป็นคำที่หนูดีได้ยินเสมอจากแม่ของหนูดีว่า หนูดีเป็นของขวัญมีค่าที่สุดที่แม่มอบให้โลก และหนูดีเชื่อว่า พ่อแม่คนไหนคิดได้แบบนี้ไม่มีทางที่จะเลี้ยงลูกผิดพลาดค่ะ และเด็กคนนั้น จะมีความสุขมากกับความเก่งของเขา


Brain Tips
เทคนิคสนุกๆ อันหนึ่งของการสอนลูกให้ถ่อมตัว คือ การให้เขาลองเรียนอะไรใหม่ๆ ทุกปี โดย
อาจจะคงกิจกรรมด้วยเดิมไว้ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากเขาเรียนบัลเลย์อยู่ก็ให้เรียนต่อเนื่องแต่ปีนี้อาจให้เพิ่มเรียนศิลปะ ปีหน้าให้ลองเรียนเต้นละติน อีกปีให้ลองเรียนเทควันโด.. เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บ้างค่ะ เพราะเด็กๆ จะได้ใช้กล้ามเนื้อมัดที่แปลกออกไป ได้ลองก้าว ลองหมุนตัว แบบที่ไม่เคยหมุน... แต่ประโยชน์ที่แท้จริงคือ การที่เขาจะรู้ว่า โลกนี้ยังมีคนเก่งอีกเยอะแยะ มากมายหลายแบบ..

และเราไม่ใช่คนเดียวในโลกที่เก่ง...ถ้าทำได้แบบนี้ เขาจะมีคนให้ทึ่งใหม่ๆ ทุกปี ว่า ครูคนนี้ปั้นดินเก่งจัง โอ้โห เพื่อนใหม่คนนี้ หมุนตัวตามจังหวะซัลซ่าได้ตั้งสามรอบในขณะที่เขาหมุนแล้วเซทั้งๆ ที่ในห้องบัลเลย์เขาคือ เด็กเก่งที่สุด...ให้เด็กลองด้วยตัวเองแบบนี้ รับรอง ถ่อมตัวอย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติแน่นอนค่ะ