แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนูดี วนิษา เรซ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนูดี วนิษา เรซ แสดงบทความทั้งหมด

04 พฤศจิกายน 2552

พอเพียงกับชีวิตที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสไตล์ 5 คนดัง


หลายคนมักเข้าใจว่า "ชีวิตพอเพียง" มีความหมายแค่อยู่อย่างประหยัด และไม่ช็อปปิ้ง ทั้งที่ในความเป็นจริง "ชีวิตพอเพียง" ครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเราโดยไม่ได้มุ่งหวังความร่ำรวยในบั้นปลาย หากแต่มีเป้าหมายคือ ความสุขที่ยั่งยืน ไม่มีวันสูญหาย ไม่ว่าเงินในกระเป๋าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง นี่คือตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่หาหนทางพอเพียงของตัวเองเจอ และพิสูจน์ให้เราเห็นว่าชีวิตพอเพียงนั้นไร้กรอบและไม่ได้มีอยู่แค่แบบเดียว

บี้ - สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว "พอเพียง" คือคำที่ใช่ตัวผม
แม้หนุ่มคนนี้จะถูกจับตามองว่าเป็นว่าที่ซูเปอร์สตาร์คนต่อไปแต่ตัวเขาเองกลับพอใจชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ พอใจที่จะช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และ “ให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
Did you know: เรื่องที่บี้ยอมฟุ่มเฟือยที่สุดคือการกิน เพราะเขาให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากๆ


ดร.สิงห์ อินทรชูโต "สิ่งที่ทำคือความสุขทางใจล้วนๆ"
ชายคนนี้มีดีกรีหลายตำแหน่ง เขาเป็นทั้งดอกเตอร์ด้านสถาปัตยกรรม เทคโนโลยีการออกแบบ จากมหาวิทยาลัย MIT, อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นักวิจัยและสถาปนิก แต่สิ่งที่ทำให้เราทึ่งในความเป็น ดร.สิงห์ คือ เขาสามารถนำขยะที่หลายคนมองว่าไร้ประโยชน์มาสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าได้อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง
Did you know: ดร.สิงห์มักใช้ช่วงเวลาก่อนนอนคิดดีไซน์เฟอร์นิเจอร์จากขยะ และใช้เวลาว่างเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการออกแบบของตนเอง

ปอ - ทฤษฎี สหวงษ์ "ใช้เงินต้องรู้จักวางแผน ไม่ใช่มีแล้วใช้จนหมด"
แม้พระเอกมาแรงของช่อง 3 คนนี้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนิยมวัตถุ แต่เขาก็มีภูมิคุ้มกันคือ นิสัยอดออมและพอใจในชีวิตเรียบง่ายซึ่งเป็นความสุขทางใจที่เขาบอกว่าไม่ต้องไปหาจากที่ไหน เพราะอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง
Did you know: หลังไปทำกิจกรรมคนหล่อขอทำดีปีแรกกับ สุดสัปดาห์ ที่บ้านป้านิดาซึ่งรับอุปการะหมาจรจัด ปอตัดสินใจรับสุนัขจรจัดมาเลี้ยงหนึ่งตัว แล้วตั้งชื่อว่า น้าโป๊ะ นอกจากนี้ปอลงทุนซื้อที่ดิน 90 ไร่ที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อปลูกยางพารา ด้วยเหตุผลว่า เขาอยากให้โลกนี้มีสีเขียวมากขึ้น

หนูดี - วนิษา เรซ "ปิดเสียงข้างนอก แล้วกลับมาฟังเสียงข้างใน"
เธอเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ เจ้าของหนังสือเบสท์เซลเลอร์อย่าง “อัจฉริยะสร้างได้” “อัจฉริยะ...เรียนสนุก” และ “อัจฉริยะสร้างสุข” รวมถึงยังเป็นเจ้าของโรงเรียนวนิษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษา ไม่ใช่แค่สวย รวย เก่ง แต่เธอยังมีเบื้องหลังชีวิตที่ฉลาดใช้และฉลาดคิดเพื่อสังคมด้วย
Did you know+ ความสุขของหนูดีทุกวันนี้คือการได้ปลูกผักและดูแลต้นไม้ที่โรงเรียนและที่บ้าน+ ทุกเดือนหนูดีจะไปเข้าอบรมเรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากฟรีแล้วยังนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

ทราย เจริญปุระ "แค่รู้จักพอ และคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น"
เธอคนนี้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาแล้ว 15 ปี แม้จะเคยถูกเมาท์ว่าเป็นนางเอกขี้เหร่ แต่ในสายตาเรา เธอทั้งสวย ทั้งเก่ง และแกร่ง เพราะทุกวันนี้ทรายต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวแทนคุณพ่อ (รุจน์ รณภพ) ซึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ในขณะเดียวกัน เธอก็สามารถบาลานซ์ชีวิตเรื่องงานและช่วยเหลือสังคมได้อย่างลงตัว
Did you know: ทรายเชื่อว่าการเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องยาก แค่รู้จักพอและคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น และส่วนหนึ่งที่เธอตั้งใจทำเพื่อให้ความเชื่อนั้นเป็นจริงคือ แวะไปบริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือนจนเป็นกิจวัตร และรวบรวมหนังสือที่มีอยู่ไปบริจาคให้แก่โรงเรียนที่ยากไร้ตามต่างจังหวัดเป็นประจำติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ใน

สกู๊ปพิเศษNo.638 (16 SEPTEMBER 2009)
สุดสัปดาห์

16 กรกฎาคม 2552

10 วิธีดูแลสมอง


เทคโนโลยีในปัจจุบันนั้นก้าวหน้าไปไกลมาก วิวัฒนาการใหม่ๆ เข้ามามีส่วนช่วยให้เกิดความสะดวกสบายมากขึ้น แต่การที่คนเราสะดวกสบายมากขึ้น ก็ทำให้ใช้สมองน้อยลงและพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น แต่สมองนั้นเหมือนมีดที่ยิ่งลับยิ่งคม ยิ่งไม่ได้ใช้ยิ่งทื่อ สุขภาพกายฉบับนี้จึงมีวิธีดูแลสมองของเราให้พัฒนาอยู่ตลอดเวลามาฝากกัน

1. กินเพื่อสมองดี
หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า "กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น" ทั้งๆ ที่รู้ แค่คนส่วนใหญ่ก็มักจะละเลยอาหารเช้า เพราะความเร่งรีบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน การกินอาหารเข้านั้นจะทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยในเรื่องภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากอดอาหารมาตลอดคืน หากใครที่กินอาหารเช้าเป็นประจำก็จะทำให้ความจำดีขึ้น อย่างไรก็ตามควรเลือกกินอาหารที่ดี และงดอาหารขยะอย่างเด็ดขาด

2. คิดเพื่อสมองดี
ลองสังเกตว่าวันไหนที่เราตื่นขึ้นตอนเช้า แล้วรู้สึกว่าอารมณ์ดี วันนั้นเราจะรู้สึกดีไปตลอดวัน แต่ถ้าวันไหนเรารู้สึกเบื่อๆ หรือเจอเรื่องแย่ๆ แต่เช้า ความรู้สึกนี้ก็จะคิดตัวไปตลอดทั้งวัน ทำอะไรก็จะติดขัดไปหมด ดังนั้นหากอยากให้มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น และทำให้สมองรู้สึกปลอดโปร่งคิดอะไรออก ก็ต้องคิดถึงแต่เรื่องดีๆ ส่วนเรื่องร้ายๆ ก็ลืมมันซะ
3. พักผ่อนหันหาอากาศบริสุทธิ์
การพักผ่อนหย่อนใจหลังจากทำงานหนัก ถือเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะสมองจะได้พักผ่อนจากเรื่องสำคัญมากๆ และเรื่องราวความเครียดต่างๆ ที่ต้องเจออยู่เป็นประจำ ในหนึ่งปี อาจจะมี 2-3 วัน ที่คุณควรเลือก ที่จะเดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อหาที่พักตากอากาศแบบสบายๆ เงียบสงบ ให้สมองได้พักผ่อน รวมทั้งหาอากาศที่ปราศจากมลพิษ เพื่อเติมพลังให้สมอง

4. เรียนรู้สิ่งใหม่
การพัฒนาสมองให้ได้ผลดีอีกอย่างหนึ่งก็คือ พยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จะได้พัฒนาสมอง เช่น เทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องราวการแพทย์ใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเมนูอาหารอร่อยๆ ที่คุณไม่เคยลอง ก็ถือว่าเป็นการทำให้สมองได้พัฒนาเช่นกัน การเล่นเกมส์ปริศนาอักษรไขว้ หรือสแครบเบิล ก็สามารถที่จะทำให้ความจำดีขึ้นได้ถึง 40% (จากผลการทดลองของอาสาสมัครในรายการบีบีซี ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549)

5. เขียนหนังสือด้วยมือที่ไม่ถนัด
การเขียนถือเป็นการพัฒนาสมองได้เหมือนกัน เพราะสมองซีกซ้ายของเรานั้นเป็นส่วนบังคับการเขียน หากใครที่ถนัดมือไหนอยู่ ก็ให้หัดลองใช้มืออีกข้างเขียนหนังสือ หรือวาดภาพ เพื่อให้สมองได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เพิ่มเติม และยังมีส่วนช่วยให้ความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นด้วย

6. ยิ้มไว้โลกจะแตกก็ยิ้มไว้
เวลาที่เราทำอะไรก็ตาม หากเรายิ้มคนรอบข้างก็จะได้รับทราบถึงความรู้สึกดีๆ ของเรา แต่ควรจะยิ้มจากภายใน ไม่ต้องฝืน เพราะแววตาของรอยยิ้มนั้นหลอกกันไม่ได้ หากคุณรู้จักที่จะยิ้ม ก็จะทำให้สมองมีแต่เรื่องดีๆ มีความสุข การยิ้มอย่างเป็นประจำและต่อเนื่องมีโอกาสที่ร่างกายจะหลั่งเอ็นโดรฟินออกมา ซึ่งสารนี้จะไปออกฤทธิ์ให้ม่านตาขยายและทำให้ตาเป็นประกาย

7. หายใจช่วยให้สมองใส
การหายใจอย่างถูกวิธี มีส่วนช่วยพัฒนาสมองให้ได้ผลดีมากทีเดียว เพราะสมองของเรานั้นใช้ออกซิเจนมากถึง 20-25% ของทั้งหมดที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นหากเรารู้จักหายใจ เข้า-ออก ช้าๆ ลึกๆ เพียงแค่วันละ 15 นาที ก็จะทำให้สมองได้รับพลังงานอย่างเต็มเปี่ยม

8. เข้านอนแต่หัวค่ำ
ภายในร่ายกายคนเรามีนาฬิกาชีวภาพอยู่ ดังนั้นหากเราเข้านอนในช่วงเวลาที่ร่างกายหลั่งสารเมลาโทนิน ก็จะทำให้ร่ายกายและสมองได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่

9. นั่นสมาธิ จิตมีพลัง
การนั่งสมาธิ จะส่งผลให้สมองเข้าสู่ช่วงที่เป็นคลื่น Theta (ธีค้า หรือการที่สมองได้เข้าสู่การเข้าสมาธิแบบลึก) ทำให้สมองได้ผ่อนคลายสุดๆ และเกิด Mental Imagery (ภาพจินตนาการที่สมองสร้างขึ้น) ส่งผลให้สมองเกิดความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการที่ดีออกมา ทำให้สามารถแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างสร้างสรรค์

10. เสริมวัตามิน กินไขมันดี
กินไขมันดี หรือที่เราเรียก โอเมก้า 3 เพื่อเข้าไปทดแทนส่วนของสมองที่เป็นในไขมันที่สึกหรอไป นอกจากนี้ยังมีวิตามินบำรุงสมองอื่นๆ อีก เช่น สารสกัดจากใบแปะก๊วย วิตามินบี1 บี6 บี12 น้ำมันพริมโรสที่ช่วยให้เซลล์ชุ่มน้ำและวิตามินซีที่ทำให้กระปรี้กระเปร่า
ขอขอบคุณ : Mix Magazine

13 กรกฎาคม 2552

สร้างสุขง่าย ๆ สไตล์ "หนูดี"


งานแถลงข่าวเปิดตัวหนังสือเล่มล่าสุด “อัจฉริยะสร้างสุข” ของ หนูดี-วนิษา เรซ เจ้าของหนังสือขายดีหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น อัจฉริยะสร้างได้ อัจฉริยะเรียนสนุก ฯลฯ บอกว่า ผลงานจากห้องวิจัยเกี่ยวกับความสุขและความสำเร็จในชีวิตยืนยันว่า การมีความสุขเป็นเรื่องที่สร้างได้ ทดลองได้ พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ แถมความสุขนั้นยังเป็นเรื่องที่มีผลต่อความสำเร็จระยะยาวของชีวิตโดยตรงอีกด้วย

ภายในงานหนูดีได้มาบอกเคล็ดลับที่จะช่วยทำให้คุณเกิดความสุขได้ด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่ทำได้ทุกวัน แต่ถ้าทำได้ความสุขก็จะอยู่กับเราอย่างถาวร

1.คนที่มีความสุขเป็นพิเศษในสังคม
หนูดีเล่าให้ฟังว่า มีนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง คือ ดร.เซลิกแมน และดร.ไดเนอร์ ได้ไปสัมภาษณ์และสังเกตอย่างใกล้ชิดกับคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่จัดการชีวิตได้ดีมาก และมีความสุขมากเป็นพิเศษ และพบว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีอะไรแตกต่างไปจากคนทั่วไป นอกจากวิธีการตีความปัญหาและวิธีการพลิกฟื้นเยียวยา สำหรับวิธีการตีความปัญหานั้น อย่างเช่น เมื่อคนกลุ่มนี้ถูกโกงขึ้นมา เขาจะไม่ฟูมฟาย แต่จะมองว่าเราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเวลาในการพลิกฟื้นเยียวยานั้น กลุ่มนี้จะมีเวลาพลิกฟื้นเยียวยาตัวเองที่เร็วกว่าคนทั่วไป อย่างเช่น คนปกติเวลาเกิดเรื่องเสียใจ อาจจะต้องใช้เวลาการพลิกฟื้นเยียวยาสัก 3 เดือน แต่คนกลุ่มนี้จะใช้เวลาเพียง 2-3 สัปดาห์เท่านั้น และศึกษาคนกลุ่มนี้แล้วนำมาปฏิบัติตาม ซึ่งถ้าเกิดปฏิบัติตามนี้ได้ก็มีแนวโน้มว่าเราก็จะมีความสุขได้เช่นกัน

2.สุข ทุกข์ อยู่ที่สมอง
หลายคนบอกว่า สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจ แต่สำหรับหนูดีแล้วเธอบอกว่า สิ่งที่ได้ศึกษามานั้นบอกว่าคนเราสุข ทุกข์ อยู่ที่สมอง คนเรามีหน่วยบัญชาการอารมณ์อยู่ในสมองของเรา ซึ่งเรียกส่วนนี้ว่า ลิมบิก ซิสเต็ม (Limbic System) เพราะฉะนั้นทุกอารมณ์ที่คนเรารู้สึกตั้งแต่เด็ก สุข ทุกข์ ดีใจ เศร้า เสียใจ สมหวัง ผิดหวัง อยู่ที่สมอง และสมองเป็นตัวบงการหัวใจให้สูบฉีดเลือดเร็ว ช้า ตามอารมณ์ เพราะฉะนั้นถ้าแต่ละคนดูแลสมองให้ดี หัวใจก็จะดูแลตัวเองได้ดีเช่นกัน

3.ภารกิจลับสุดยอดของสมอง
หลายคนอาจจะคิดว่าภารกิจสำคัญของสมองก็คือการ คิด คิด และคิด แต่หนูดีกลับบอกว่า ภารกิจสำคัญและลับสุดยอดของสมองที่สำคัญที่สุด คือ การเอาตัวรอด เอาชีวิตรอด ให้นานที่สุด ในสถานการณ์ที่หลากหลายที่สุด เพราะถ้าเราเสียชีวิตสมองจะไม่เหลือคุณค่าใดๆ นอกจากส่วนประกอบอย่างไขมัน น้ำ และโปรตีนเท่านั้น เพราะฉะนั้นสมองจะมีคุณค่าได้ก็ต่อเมื่อทำให้มีเรามีชีวิตรอดให้นานที่สุดนั่นเอง

4.ความทุกข์เป็นสิ่งจำเป็น
ความทุกข์เป็นกลไกที่จำเป็นของสมองในการที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่รอดได้นานที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ หนูดี บอกว่า
“บางเรื่องเราอยากจะจำกลับลืม แต่บางเรื่องที่เราอยากจะลืมก็กลับจำได้ ถ้าเราสังเกตเรื่องที่เราอยากจำมักจะเป็นข้อมูลการเรียน การสอบ แต่กลับจำไม่ได้ แต่เรื่องที่เราอยากลืม เช่น อกหัก เสียใจ มักจะไม่ค่อยลืม แต่กลไกทางสมองไม่ได้ปล่อยให้เราลืมเรื่องที่เป็นความทุกข์ได้ง่ายขนาดนั้น

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ถ้าเกิดสิ่งที่เจ็บปวดขึ้นกับเราขึ้นมาสักครั้ง สมองจะเก็บเข้าไปในไฟล์เลยว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย ไม่ควรเข้าใกล้อีก ไม่ใช่เพราะสมองต้องการทำร้ายเรา แต่เป็นเพราะสมองต้องการจำให้แม่น เพื่อไม่ให้เราต้องเดินเข้าไปหาสิ่งนั้นอีก เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่คุณกำลังมีความทุกข์ นั่นก็คือสมองกำลังบอกรักคุณอยู่ เพราะอยากให้คุณมีชีวิตที่ดี มีชีวิตรอด ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ได้เราจะไม่โกรธตัวเอง ไม่ตื่นเต้นตกใจเลยเวลาที่เรามีความทุกข์ เพราะเราจะรู้ว่านี่คือกลไกทางธรรมชาติที่จะปกป้องเรา”

5.ความทุกข์ช่วยประหยัดพลังงาน
หลายครั้งที่เราเกิดความทุกข์ เกิดความล้มเหลวในการทำงาน จนอยากจะนอนอยู่เฉยๆ ไม่อยากลุกจากเตียงไปไหน ไม่อยากเจอใคร พูดกับใคร ซึ่งเรื่องนี้ หนูดีบอกว่าเป็นวิธีการของสมองที่จะตัดระบบจ่ายพลังงานของเราทั้งหมด เพื่อไม่ให้เราออกไปพบเจอกับเหตุการณ์นั้นอีก ทำให้คุณรู้สึกไม่มีแรง ไม่อยากออกไปไหน

“เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้ทันวิธีการของสมองก็จะทำให้เราอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ออกไปไหน อยู่จนความคิดตกตะกอน และเมื่อรู้สึกว่าความคิดนิ่งพอแล้วก็พร้อมที่จะออกมาเผชิญกับสังคมและปัญหาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร นักวิจัยจะแนะนำว่าให้เราหากิจกรรมที่เป็นขั้นเป็นตอนทำ แต่ไม่ซับซ้อนจนเกินไป เช่น ทำความสะอาดบ้าน ออกไปช็อปปิ้งของเข้าบ้านมาทำอาหารสัก 2-3 วัน จนรู้สึกว่าใจพร้อมค่อยออกไปทำงานต่างๆ ที่คั่งค้างเอาไว้ต่อ แต่ถ้าคนไหนที่รู้สึกว่ามีความทุกข์แล้วพักจนพอแล้วสามารถเข้าทำงานที่ค้างได้ต่อเลย เพราะจะเป็นการบำบัดเยียวยาที่ดีที่สุด”

6.วิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสมอง
อย่างที่รู้ว่าภารกิจหลักของสมองของคนเรานั้นคือการเอาตัวรอด ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์กลัวและโกรธ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสมองของตัวเอง ไม่ทำงานที่เครียดเกินไป ไม่อยู่ในภาวะที่กลัวหรือโกรธเกินไป ทำได้ง่ายๆ เช่น การวางแผนเส้นทางก่อนจะออกเดินทางไปไหน และถ้าเราสามารถทำให้ตัวเองมีความสุขได้ ความฉลาดก็เป็นเรื่องที่ไม่ไกลตัว

“เวลาที่เราเครียดฮอร์โมนคอร์ติซอลจะหลั่งออกมาจากร่างกายและเป็นฮอร์โมนที่อันตราย และถ้าหลั่งออกมาเป็นระยะเวลานานก็จะยิ่งเป็นอันตราย เพราะในสมองของเรามีอวัยวะเล็กๆ ที่เรียกว่า ฮิปโปแคมปัส ที่ช่วยบันทึกความจำ และในช่วงที่คนเรานอนหลับ อวัยวะส่วนนี้จะทำหน้าที่ย้ายความทรงจำระยะสั้นไปสู่ความทรงจำระยะยาว แต่ถ้าคืนไหนที่นอนน้อย หรือนอนไม่หลับ การย้ายก็จะไม่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

และถ้าฮอร์โมนคอร์ติซอลในสมองหลั่งออกมาเยอะก็จะไปทำลายสมอง และจะไปทำลายฮิปโปแคมปัสด้วย เพราะฉะนั้นคนที่มีความเครียดระยะยาวความจำจึงมักไม่ค่อยดี เพราะส่วนที่บันทึกความจำถูกทำลาย

วิธีที่จะช่วยฟื้นฟูสมองก็คือ การออกกำลังกายด้วยวิธีอะไรก็ได้ที่เทียบเท่ากับการเดินเร็ว สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที และมีงานวิจัยออกมาว่าถ้าออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะสามารถสร้างเซลล์ใหม่ในฮิปโปแคมปัสได้ด้วย เพราะจะมีออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองได้เยอะมาก และเมื่อความทุกข์ทำลายสมองได้ ความสุขก็สามารถบำรุงสมองได้ เพราะเมื่อคนเรามีความสุขจะมีสารเคมีที่เป็นประโยชน์กับสมองหลั่งออกมามากมาย อย่างเช่น เอนดอร์ฟิน

7.หัวเราะ บำบัดโรคซึมเศร้า
การหัวเราะเป็นเรื่องที่มีการวิจัยและการรองรับค่อนข้างมากว่ามีประโยชน์ เพราะทุกครั้งที่คนเราหัวเราะร่างกายจะหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา นอกจากนั้นหลังจากที่ได้หัวเราะออกไป คนเรามักจะรู้สึกว่ามีความพร้อมเรียนรู้มากกว่าก่อนที่จะหัวเราะเสียอีก

“มีเคสหนึ่งที่ตัวคุณหมอเกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นมา และรู้ว่ายาที่ใช้รักษาภาวะซึมเศร้านั้นอันตรายมาก จึงจัดยาให้ตัวเองด้วยการหัวเราะทุกวัน วันละครึ่งชั่วโมงก่อนนอน โดยไม่กินยาเลยแม้แต่เม็ดเดียว ซึ่งปรากฏว่าผ่านไปประมาณ 6 เดือน สามารถบำบัดโรคซึมเศร้าได้อย่างหายขาด เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามหัวเราะให้ได้ทุกวัน”

เหล่านี้คือวิธีง่ายๆ (ส่วนหนึ่ง) ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญช่วยสร้างความสุขให้กับเราได้... ไม่มากก็น้อย แต่ก็เรียกว่า สุข (นะ)

ที่มา: โพสต์ทูเดย์

06 กรกฎาคม 2552

5 ความฉลาดสำหรับโลกอนาคต

แบ่งปันบทความดี ๆ ค่ะ

5 ความฉลาดสำหรับโลกอนาคต

โดย หนูดี...วนิษา เรซ

เคยสงสัยไหมคะว่า คนที่จะอยู่ต่อไปในโลกอย่างดีในโลกยุคหน้า ต้องมีคุณสมบัติ หรือลักษณะ
อย่างไรบ้าง...และเราจะเตรียมลูกของเราอย่างไรให้เขาดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่แค่อยู่รอดได้นะคะ แต่อยู่ได้อย่างสง่างาม ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขามุ่งหวัง แถมยังมีความสุข และเหลือเวลาพร้อมด้วยทรัพย์สินที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ได้อีกต่างหาก...หนูดีว่า นี่คือสิ่งมุ่งหวังของพ่อแม่ทุกๆ คน

แต่เราจะทำอย่างไรดีคะ ที่จะให้เด็กๆ ของเรามีความพร้อมที่จะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ ในเวลาที่
เราไม่ได้อยู่ดูแลเขาอีกต่อไปแล้ว

คำถามนี้ มีคนๆ หนึ่งลองตอบได้น่าสนใจมาก...ท่านอาจารย์คนเก่งของหนูดีเอง ที่ฮาร์วาร์ด
ชื่อ ดร.โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ เพิ่งเขียนหนังสือเล่มใหม่เอี่ยม ชื่อ Five Mind for the Future ซึ่งท่านเซ็นชื่อหน้าปกและส่งมาอ่านให้หนูดีอ่านเล่นที่บ้าน แทนคำขอบคุณที่หนูดีส่ง “ผ้าพันคอไหมไทย” ไปให้ท่านสวมหน้าหนาว ...ซึ่งจริงๆ แล้ว ผ้าผืนนั้น เป็นผ้าปูโต๊ะขนาดเล็กและยาวค่ะ หนูดีเห็นท่านพันคอไปแล้วเลยไม่กล้าแก้ความเข้าใจผิดกับท่าน...แต่แอบเอามาเขียนถึงดีกว่าค่ะ แก้คิดถึง

หนังสือเล่มนี้สนุกมาก...อ่านเพลินเลย เพราะอาจารย์หนูดีชวนคุยว่าในโลกยุคหน้า คนเราต้องเก่งด้านไหนบ้าง ต้องคิดถึงให้ได้แบบไหนบ้างถึงจะอยู่รอดอย่างประสบความสุขความสำเร็จสูงที่สุดด้วย ถึงแม้ท่านจะเป็นเจ้าของทฤษฎีเรื่องอัจฉริยภาพหลายประการ แต่ท่านไม่ได้พูดถึงอัจฉริยภาพเป็นเรื่องใหญ่เลย
มาดูกันไหมคะว่า มีความฉลาดอะไรบ้างที่เราน่าฝึกลูกๆ (และรวมถึงตัวเราด้วย) ให้เก่งกาจ...แต่ดูแล้ว ให้ยึดหลักกาลามสูตรนะคะ ว่าอย่าเชื่อไปทั้งหมด

ในห้าความคิดนี้ อาจจะมีด้านที่หก ที่คนเขียนมองพลาดไปแล้วลืมเขียน อาจจะมีด้านไหนที่ไม่จำเป็น หรืออาจจะไม่น่าจะจำเป็นทั้งห้าด้านเลยก็ได้ค่ะ...การอ่านไป ตั้งคำถามไป เป็นนิสัยที่หนูดีถูกอาจารย์ท่านนี้ล่ะค่ะ
ฝึกมาตลอดปีเลยว่า ห้ามเชื่อทฤษฎีไหนง่ายๆ แค่เพราะมันน่าเชื่อ อย่าเชื่อแค่เพราะอาจารย์
เราเป็นคนบอก อย่าเชื่อแค่เพราะคนพูดเป็นคนดัง ฯลฯ... เพราะหากเราฝึกคิดแบบนี้ แล้วเห็นช่องโหว่ได้...วันหนึ่งเราเอง ก็อาจเป็นคนคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ มาอุดช่องโหว่นั้นเองก็ได้นะ
คะ

1. Disciplined Mind สมองคิดเก่งในสาขาที่เราเลือก

ความคิด ความเก่ง และทักษะแรกนี้จำเป็นมากค่ะ...เมื่อเราเลือกเรียนอะไร เลือกทำอาชีพ
อะไร เราจำเป็นต้องเก่งและรู้รอบในสาขาวิชาชีพเราให้มากและดีที่สุด

เช่น ถ้าเราเลือกเป็นหมอ ก็ให้เป็นหมอที่เก่งมากๆ เลือกเป็นคนขายต้นไม้ ก็ต้องเชี่ยวชาญรู้จักต้นไม้ทุกชนิดทุกพันธุ์ รู้จักการเลี้ยงดู การเพาะ ให้ครบถ้วน เพราะในการที่เราจะเก่งรอบด้านได้ เราต้องเก่งลึกก่อน คือ รู้ให้หมด ในสิ่งที่เป็นของเราอย่างแท้จริง

ดังนั้นตอนเลือกหนแรกที่นี่ล่ะค่ะที่สำคัญ เพราะนี่คือบ้านหลังแรกของเราเป็นบ้านที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุด..และการเลือกสาขาที่จะเรียนนี้เราก็ต้องย้อนมาดูที่ความชอบหรือความถนัดของเราว่ามันคืออะไร ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกลค่ะ บางคนบอกว่า การค้นหาตัวเองเป็นเรื่องยากนั้น มักเป็นคนที่เลือกวิธีผิด คือการวิ่งไปมา ทุกที่เพื่อหาตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเขาก็อยู่ที่นั่น รอเขาอยู่ตลอด เวลา

ดังนั้น หน้าที่แรกที่เราต้องฝึกให้ลูกก็คือ การนิ่งและมองให้ดีว่าอัจฉริยภาพที่เรามีติดตัวมาคืออะไร และเราจะพัฒนาเขาต่อไปได้อย่างไร มันอาจจะเป็นด้านดนตรี ภาษา ธรรมชาติ ฯลฯ หรืออาจจะหลายด้านรวมกันก็ได้ค่ะ

2. Synthesizing Mind สมองคิดสังเคราะห์ข้อมูล

นั่นแน่...เก่งด้านเดียวไม่พอแล้วสำหรับโลกยุคหน้าค่ะ เพราะว่าคำว่า “รู้อะไรกระจ่างแม้อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” หนูดีต้องขอต่ออีกหน่อยว่า รู้ให้กระจ่างสักสองสามอย่างจะดีกว่าค่ะ สมองของเราไหว สบายอยู่แล้ว...โดยเฉพาะสมองเด็กๆ เพราะเขาชอบเชื่อมโยงข้อมูลเข้าหากันในโลกยุคหน้า คนทำงานส่วนใหญ่จะมีโอกาสเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนอาชีพเฉลี่ยคนละห้าครั้งเชียวนะคะ เราเรียนจบมาด้านไหน หลายคนก็ไม่ได้ทำงานด้านนั้น หรืองานหลายอาชีพก็ต้องใช้ความรู้หลายสาขาวิชามารวมกัน

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างหนูดีเลยค่ะ อาชีพหนูดีเป็นสาขาใหม่เรียนว่า Mind, Brain, and Education จะว่าหนูดีเป็นหมอ ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว จะว่าหนูดีเป็นนักจิตวิทยา ก็ไม่เชิง จะว่าเป็นนักการศึกษา ก็ไม่ใช่ทั้งหมด... และนี้เป็นเทรนด์ที่มาแรงมากค่ะฝนยุคนี้ คือ การเกิดอาชีพใหม่ๆ จากการนำอาชีพดั้งเดิมมาผสมกัน ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลที่ พวกเราสะสมกันไว้ในฐานะมนุษยชาตินั้นเยอะมาก การจำกัดตัวเองไว้ในกรอบวิชาเดียว จึงเป็นการจำกัดศักยภาพมนุษย์ ดังนั้น คนเก่งยุคหน้า เลยควรรู้หลายสาขาเพื่ออุดช่องโหว่ของสาขาวิชาเดียว...ในโลกยุคของลูกเรา เราคงได้เห็นอาชีพแปลกๆ ใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ... น่าตื่นเต้นดีนะคะ

3. Creating Mind สมองคิดสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ

รู้รอบหลายสาขาวิชา...ที่สำคัญที่สุด คือการคิดค้นสิ่งใหม่ แนวคิดใหม่ๆ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมา
ได้ค่ะ เพราะการรู้อย่างเดียว...รู้แล้วความเก่งจบลงแค่ที่ตัวเราก็น่าเสียดาย แต่ถ้าหากเราสามารถนำความเก่งนั้น มาสร้างสรรค์อะไรดีๆ ให้โลกได้ คงคุ้มค่าน่าดูค่ะ ...เพราะฉะนั้นหากเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ เราอาจคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ให้วงการศิลปะก็ได้

เช่น หนูดีเพิ่งเห็นนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่ง คิดค้นนำขยะดีๆ มาผลิตเป็นกระเป๋าดีไซน์สวย น่าใช้เชียว... นี่ก็
เป็นตัวอย่างหนึ่งของการคิดไดเยี่ยมสำหรับโลกยุคหน้าค่ะ เพราะถ้าแค่รู้ข้อมูล... เราก็ฝึกลูกหรือลูกศิษย์ให้เป็นได้ก็แค่เพียงผู้บริโภคข้อมูล แต่ข้อมูลจะมีคุณค่ามากกว่าเป็นเพียงแค่สิ่งที่ถูกเสพก็เมื่อเราสามารถเอาสมองของเราเป็นเครื่องแปลและแปรข้อมูลได้ เปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์แบบที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

4. Respectful Mind สมองคิดให้เกียรติคน

ฉลาดแล้ว ทักษะเยี่ยมแล้ว... ไม่น่าจะพอแน่ๆ สำหรับโลกยุคหน้า เพราะการให้เกียรติคนและการถ่อมตัว เป็นนิสัยที่อัจฉริยะทุกคนต้องฝึกให้มีค่ะ... หนูดีเข้าเรียนฮาร์วาร์ดวันแรก สิ่งแรกที่ได้ยินคือปีนี้ขอให้นักเรียนใหม่ทุกคน ฝึกนิสัยให้เป็นคนถ่อมตัว เพราะคนเก่งที่ให้เกียรติใครไม่เป็นในที่สุดแล้วไม่มีใครอยากให้เกียรติเขา และผลงานดีๆ ก็จะมีออกมาไม่ได้ เพราะหาเพื่อนเก่งๆ ดีๆ ร่วมทำงานวิจัยด้วยไม่ได้เป็นคำสอนที่มีค่ามาก... เพราะวันหนึ่งที่เราเป็นคนเก่งมาก ก็จะมีคนชมมาก หากเราไม่รู้จักการประมาณใจให้ถ่อมตัวเสมอ เราก็จะเหลิงและลืม ไปว่าทุกคนในโลกนี้คืออัจฉริยะทั้งนั้น ทุกคนเก่งทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่า เขาเก่งด้านไหนเท่านั้น
เอง... ว่าไปแล้ว บทเรียนการถ่อมตัวถ่อมใจ เป็นหนึ่งในบทเรียนที่หนูดีถือว่ามีค่าที่สุดจากฮาร์วาร์ดค่ะ

5. Ethical Mind สมองคิด มีคุณธรรม

เห็นความเชื่อมโยงถึงการกระทำของเรากับผู้อื่นคนเก่งทีได้รับการกล่าวถึงอย่างชื่นชมในยุคนี้ ไม่ใช้คนที่แค่ประสบความสำเร็จเรื่องงาน หาเงินได้เยอะเท่านั้นนะคะ แต่คนที่ใครๆ รักและชื่นชม มักเป็นคนเก่งที่คิดถึงสังคมโดยรวมเป็น... บางคนเรียกทักษะนี้ว่า “คุณธรรม” แต่หนูดีชอบเรียกว่า “การเห็นว่า พฤติกรรมของเรามีผล กระทบได้ทั้งทางดีลางร้ายกับผู้อื่น” การคิดแบบให้เกียรตินั้น เรามักจะทำกับอื่นอีกคนเดียว แต่การคิดแบบ “คุณธรรม” จะเป็นการคิดถึงคนเป็นร้อย เป็นหมั่น เป็นล้านเลยทีเดียวว่า การกระทำของเราจะกระทบกับคนอื่นอย่างไร....

เช่น หากวันหนึ่ง เราได้เป็นเจ้าของโรงงานน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดในโลก เราจะทำอย่างไรกับน้ำเสียของโรงงาน หากเราได้เป็นนักการเมือง เราจะทำอะไรกับเงินภาษีปีละเป็นหมื่นเป็นแสนล้านคนเก่งแบบนี้ มีตัวอย่างที่ดีคือ คุณบิล เกตส์ ซึ่งรวยอันดับหนึ่งของโลกติดต่อกันหลายปี แต่ทุกวันนี้ชีวิตของเราเป็นการกุศลและมีเป้าหมายว่า อยากบริจาคเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ ทำเป็นโครงการต่างๆ ที่ทำให้โลกนี้ดีขึ้น... น่าทึ่งมากนะคะ ที่คนๆ หนึ่ง สร้างอาณาจักรมหึมานี้มาจากศูนย์ และวันหนึ่งจะนำเงินจากแหล่งนี้กลับคืนให้โลกโลกยุคหน้า คงไม่ใช่โลกที่น่าอยู่นัก หากแต่ละคนคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัว ในการเป็นพ่อแม่ที่ดี คงไม่ใช่แค่การสอนให้ลูกเก่งวิชา สอบได้เกรดสี่เท่านั้น แต่เป็นการสอนให้ เขาใช้สมองเขาได้เต็มคุณค่า และรู้ว่าจะใช้สมองนั้นไปทำไมทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อสังคม...

เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายเลยนะคะ แต่หนูดีว่า การเลี้ยงลูกให้ดี เป็นการให้ของขวัญที่ดีที่สุดกับโลกแล้วค่ะ... นี่เป็นคำที่หนูดีได้ยินเสมอจากแม่ของหนูดีว่า หนูดีเป็นของขวัญมีค่าที่สุดที่แม่มอบให้โลก และหนูดีเชื่อว่า พ่อแม่คนไหนคิดได้แบบนี้ไม่มีทางที่จะเลี้ยงลูกผิดพลาดค่ะ และเด็กคนนั้น จะมีความสุขมากกับความเก่งของเขา


Brain Tips
เทคนิคสนุกๆ อันหนึ่งของการสอนลูกให้ถ่อมตัว คือ การให้เขาลองเรียนอะไรใหม่ๆ ทุกปี โดย
อาจจะคงกิจกรรมด้วยเดิมไว้ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น หากเขาเรียนบัลเลย์อยู่ก็ให้เรียนต่อเนื่องแต่ปีนี้อาจให้เพิ่มเรียนศิลปะ ปีหน้าให้ลองเรียนเต้นละติน อีกปีให้ลองเรียนเทควันโด.. เปลี่ยนไปเรื่อยๆ บ้างค่ะ เพราะเด็กๆ จะได้ใช้กล้ามเนื้อมัดที่แปลกออกไป ได้ลองก้าว ลองหมุนตัว แบบที่ไม่เคยหมุน... แต่ประโยชน์ที่แท้จริงคือ การที่เขาจะรู้ว่า โลกนี้ยังมีคนเก่งอีกเยอะแยะ มากมายหลายแบบ..

และเราไม่ใช่คนเดียวในโลกที่เก่ง...ถ้าทำได้แบบนี้ เขาจะมีคนให้ทึ่งใหม่ๆ ทุกปี ว่า ครูคนนี้ปั้นดินเก่งจัง โอ้โห เพื่อนใหม่คนนี้ หมุนตัวตามจังหวะซัลซ่าได้ตั้งสามรอบในขณะที่เขาหมุนแล้วเซทั้งๆ ที่ในห้องบัลเลย์เขาคือ เด็กเก่งที่สุด...ให้เด็กลองด้วยตัวเองแบบนี้ รับรอง ถ่อมตัวอย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติแน่นอนค่ะ