10 พฤศจิกายน 2552

เทคนิคการทำข้อสอบ


1 ฝึกทำข้อสอบ

- ควรหาข้อสอบเก่าๆ ย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี มาทดลองหาคำตอบจากสิ่งที่ได้เรียนและได้อ่านมาเพื่อจะได้เป็นการทดสอบว่าเรามีความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านมาหรือไม่ ฝึกเขียนเพื่อสร้างความชำนาญในการเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ การนำองค์ความรู้ (Body of Knowledge : B of K) มาใช้ จะทำให้เมื่อพบข้อสอบจริงจะสามารถเชื่อมโยงได้ง่ายและรวดเร็ว อีกทั้งจะทำให้ทราบว่าตัวเรายังบกพร่องตรงจุดไหนเพื่อจะได้ไปอ่านทบทวนให้มากขึ้น

2 อุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบ

- ปากกาที่ใช้ควรเป็นสีเข้ม เช่น สีดำ ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยให้ไม่ปวดตาเวลาที่เขียนข้อสอบนานๆและช่วยให้อาจารย์ตรวจข้อสอบของเราได้ง่ายขึ้น เพราะส่วนใหญ่อาจารย์ตรวจข้อสอบในเวลากลางคืน ก็จะทำให้อาจารย์สบายตาเวลาตรวจ และหากอยากให้เขียนได้เร็วและชัดเจน อาจเลือกใช้ปากกาเจล และควรเลือกปากกาที่ตนเองมีความถนัด ไม่ใช่เลือกรูปแบบที่ไม่มีความถนัด เมื่อต้องเร่งเขียนข้อสอบอาจจะเขียนได้ไม่คล่อง- ไม่ควรใช้ Liquid paper เพราะจะทำให้เสียเวลามานั่งลบ มานั่งคอยให้แห้ง ซึ่งในความเป็นจริง หากมีการเขียนข้อความผิดควรใช้วิธีขีดฆ่าให้เป็นระเบียบ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว- อาจมี Template รูปเรขาคณิต เพื่อช่วยในการวาดรูป เขียน diagram จะทำให้ใช้เวลาน้อยลงส่วนไม้บรรทัดสามารถนำเอาไปใช้ในการเน้นหัวข้อต่างๆ ก็ได้ หรือใช้เป็นตัวช่วยในการขีดฆ่าข้อความที่ไม่ใช้แล้ว- ไม่ควรใช้ปากกาเน้นข้อความในกระดาษคำตอบ เพราะอาจจะทำให้อาจารย์ต้องใช้สายตามากขึ้น ถ้าอยากเน้นข้อความใดให้ใช้ปากกาสีแดงขีดเส้นใต้ก็พอแล้ว

3 ลักษณะข้อสอบ

- เป็นข้อสอบอัตนัย แยกของแต่ละอาจารย์ผู้สอน (ถ้ามีอาจารย์ 3 ท่านจะมี 3 ส่วน แต่ถ้ามี 4 ท่าน ก็อาจจะออกทั้ง 4 ท่านหรือออกเพียง 3 ท่าน) จำนวนข้อสอบต่ออาจารย์หนึ่งท่านไม่มีกฎตายตัวว่าจะมีข้อสอบกี่ข้อ อาจารย์หนึ่งท่านอาจมีข้อสอบข้อย่อย 1-2 ข้อ และในข้อย่อยจะมีหลายคำถามต้องอ่านโจทย์และคำสั่งให้ดี- ข้อสอบส่วนใหญ่เป็นการทดสอบความสามารถในเชิงวิเคราะห์ คือ นำองค์ความรู้มาใช้ในการตอบโจทย์ มีบางครั้งเท่านั้นที่อาจารย์จะถามตรงๆ และให้ตอบตรงๆ (ต้องการแต่เนื้อ ไม่ต้องการน้ำ)

4 สมุดคำตอบ

- สมุดคำตอบจะมีลักษณะเป็นเล่ม เล่มหนึ่งมีจำนวน 8 หน้า ปกจะมี 3 สี คือ เขียว ชมพู และเหลือง โดยแต่ละอาจารย์จะกำหนดไว้ว่าจะต้องใช้สีอะไรสำหรับการเขียนคำตอบ ต้องระวังการเขียนคำตอบสลับอาจารย์ เพราะจะทำให้เสียเวลามากๆ ในการแก้ไข

5 การเขียนคำตอบ

- ควรเขียนด้วยตัวหนังสือให้มีขนาดใหญ่ เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่ใช้เวลากลางคืนในการตรวจข้อสอบ จะช่วยให้อาจารย์อ่านได้สะดวก หากลายมืออ่านยากควรเขียนบรรทัดเว้นบรรทัด เพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น

6 วิธีการทำข้อสอบ

- เมื่อเข้าห้องสอบควรรีบอ่านโจทย์ของแต่ละอาจารย์แล้วคิดว่าจะใช้องค์ความรู้ (Body of Knowledge : B of K) อะไรมาตอบ รีบจดสิ่งที่คิดว่าจะนำมาใช้ในการตอบลงไปในข้อสอบก่อน เพื่อที่ว่าเวลาที่เขียนคำตอบจะได้เชื่อมโยงได้เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาคิด ควรยอมเสียเวลาประมาณ 15 นาทีในการระลึกถึงองค์ความรู้ทั้งหมดที่จะนำมาใช้ในการตอบ เพราะเมื่อเริ่มลงมือเขียนจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาคิดทบทวนอีก) โดยควรกำหนดโครงเรื่องไว้ว่าจะตอบอย่างไร เริ่มต้นจากอะไร จบลงด้วยอะไรประเด็นใดควรเป็นประเด็นหลัก ประเด็นรอง

- ควรเลือกทำข้อสอบข้อที่คิดว่าทำได้มากที่สุดก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง และข้อสอบข้อที่ทำได้มากที่สุดก็จะได้เป็นตัวช่วยให้ได้คะแนนดี

- ในการอ่านโจทย์ต้องแตกประเด็นให้ได้ว่า ในโจทย์นั้นมีทั้งหมดกี่คำถาม เขียนหมายเลขกำกับไว้ทุกคำถามเพื่อกันลืม และต้องตอบให้ครบทุกประเด็นคำถาม เช่น ถ้าถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ก็ต้องมีคำตอบว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างไร ทำไม (ต้องตอบให้ครบทุกประเด็นที่ถาม)

- วางแผนการใช้เวลาให้เหมาะสม เพราะในการสอบจะกำหนดเวลาไว้ 3 ชั่วโมง คือระหว่างเวลา18.00 – 21.00 น. ดังนั้น ควรใช้เวลาของแต่ละอาจารย์ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เมื่อครบเวลาแล้วควรเปลี่ยนไปทำของอาจารย์ท่านอื่น อย่าใช้เวลากับข้อสอบข้อใดข้อหนึ่งนานเกินไป เพราะจะทำให้เสียโอกาสในการทำข้อสอบข้ออื่นๆ หากมีเวลาเหลือค่อยกลับมาทบทวนหรือเพิ่มเติมหรือทำข้อที่ค้างไว้เพื่อให้คำตอบนั้นสมบูรณ์ขึ้น และหาจ ุดบกพร่องที่ควรแก้ไข

- ต้องใช้องค์ความรู้ (Body of Knowledge : B of K) มาเป็นหลักในการตอบทุกครั้ง โดยในการตอบข้อสอบทุกข้อ ต้องเริ่มด้วยองค์ความรู้ ทฤษฎี นักคิด ต่างๆ ก่อน แล้วจึงนำองค์ความรู้นั้นมาประกอบกับการตอบโจทย์

- ในการตอบข้อสอบทุกครั้งจะต้องยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย เพื่อให้คำตอบนั้นมีความชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้อาจารย์เห็นว่าเรามีความเข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ใช่การท่องมาตอบแบบนกแก้วนกขุนทอง

- เมื่อตอบข้อสอบในทุกประเด็นครบแล้ว ตอนจบสุดท้ายควรมีสรุป คือ การสรุปจากประเด็นที่เขียนมาทั้งหมดให้เป็นแบบย่อๆ อีกครั้ง- ถ้าข้อสอบให้มีการอภิปรายถามความเห็น และจำเป็นต้องใช้คำเรียกแทนตัว ผู้ชายควรใช้ว่า“กระผม” หรือ “ผม” ส่วนผู้หญิงควรใช้ว่า “ดิฉัน” ไม่ควรใช้ว่า “ข้าพเจ้า” เพราะอาจารย์จะไม่ทราบว่าผู้ตอบข้อสอบเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

- ควรทำข้อสอบทุกข้อแม้ว่าจะมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ ไม่มาก ควรพยายามเขียน เพราะการเขียนยังมีโอกาสให้อาจารย์ให้คะแนนบ้าง ถ้าไม่เขียนอะไรเลยอาจารย์ก็ไม่ทราบว่าจะให้คะแนนตรงไหน

- จำนวนหน้าไม่มีผลกับคะแนน การเขียนหลายเล่มแต่มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ ไม่มีองค์ความรู้ก็ไม่ได้ทำให้ได้คะแนนดี ความสำคัญอยู่ที่องค์ความรู้ที่เอามาใช้ และต้องตอบให้ครบทุกประเด็น มีเกริ่นนำตอบครบ ยกตัวอย่าง มีข้อเสนอแนะ และสรุป โดยควรเขียนให้กระชับ ไม่วกวน มีเวลาไปทำของอาจารย์ท่านอื่น

7 คำแนะนำทั่วไป

- ควรไปถึงห้องสอบก่อนเวลาพอสมควร เพื่อลดความวิตกกังวล และให้สมองได้ผ่อนคลาย

- ควรฟังคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่คุมสอบอย่างตั้งใจ เพราะผู้คุมสอบจะให้ข้อมูลว่าสมุดเล่มใดเป็นของอาจารย์ท่านใด (จะแยกแยะโดยใช้สีสมุด ดังนั้น ห้ามตอบสลับเล่มกันโดยเด็ดขาด) มีข้อสอบทั้งหมดกี่หน้า มีทั้งหมดกี่ข้อ ทำทุกข้อหรือให้เลือกทำ

- เน้นกลุ่มเป้าหมาย ในระหว่างการเรียนควรจับทิศทางให้ได้ว่า อาจารย์แต่ละท่านชอบแนวทางใด สนใจเรื่องใดเป็นพิเศษ หรือเป็นนักวิชาการด้านใด การตอบในแนวทางที่อาจารย์สนใจ ให้ความสำคัญจะช่วยให้ได้คะแนนดี ไม่นิยมการท่องจำ หนังสือที่จัดให้อ่านมีกี่เล่มต้องอ่าน เพราะอาจนำเนื้อหาจากหนังสือที่ให้อ่านมาถามทั้งๆ ที่ไม่ได้สอนในห้องเรียน

04 พฤศจิกายน 2552

พอเพียงกับชีวิตที่ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสไตล์ 5 คนดัง


หลายคนมักเข้าใจว่า "ชีวิตพอเพียง" มีความหมายแค่อยู่อย่างประหยัด และไม่ช็อปปิ้ง ทั้งที่ในความเป็นจริง "ชีวิตพอเพียง" ครอบคลุมไปถึงวิธีคิด วิธีตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับตัวเราโดยไม่ได้มุ่งหวังความร่ำรวยในบั้นปลาย หากแต่มีเป้าหมายคือ ความสุขที่ยั่งยืน ไม่มีวันสูญหาย ไม่ว่าเงินในกระเป๋าจะเพิ่มขึ้นหรือลดลง นี่คือตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่หาหนทางพอเพียงของตัวเองเจอ และพิสูจน์ให้เราเห็นว่าชีวิตพอเพียงนั้นไร้กรอบและไม่ได้มีอยู่แค่แบบเดียว

บี้ - สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว "พอเพียง" คือคำที่ใช่ตัวผม
แม้หนุ่มคนนี้จะถูกจับตามองว่าเป็นว่าที่ซูเปอร์สตาร์คนต่อไปแต่ตัวเขาเองกลับพอใจชีวิตเรียบง่าย ไม่ฟุ้งเฟ้อ พอใจที่จะช่วยแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และ “ให้” โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
Did you know: เรื่องที่บี้ยอมฟุ่มเฟือยที่สุดคือการกิน เพราะเขาให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมากๆ


ดร.สิงห์ อินทรชูโต "สิ่งที่ทำคือความสุขทางใจล้วนๆ"
ชายคนนี้มีดีกรีหลายตำแหน่ง เขาเป็นทั้งดอกเตอร์ด้านสถาปัตยกรรม เทคโนโลยีการออกแบบ จากมหาวิทยาลัย MIT, อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นักวิจัยและสถาปนิก แต่สิ่งที่ทำให้เราทึ่งในความเป็น ดร.สิงห์ คือ เขาสามารถนำขยะที่หลายคนมองว่าไร้ประโยชน์มาสร้างสรรค์ให้เกิดมูลค่าได้อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง
Did you know: ดร.สิงห์มักใช้ช่วงเวลาก่อนนอนคิดดีไซน์เฟอร์นิเจอร์จากขยะ และใช้เวลาว่างเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ในการออกแบบของตนเอง

ปอ - ทฤษฎี สหวงษ์ "ใช้เงินต้องรู้จักวางแผน ไม่ใช่มีแล้วใช้จนหมด"
แม้พระเอกมาแรงของช่อง 3 คนนี้จะต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมนิยมวัตถุ แต่เขาก็มีภูมิคุ้มกันคือ นิสัยอดออมและพอใจในชีวิตเรียบง่ายซึ่งเป็นความสุขทางใจที่เขาบอกว่าไม่ต้องไปหาจากที่ไหน เพราะอยู่ใกล้ตัวเรานี่เอง
Did you know: หลังไปทำกิจกรรมคนหล่อขอทำดีปีแรกกับ สุดสัปดาห์ ที่บ้านป้านิดาซึ่งรับอุปการะหมาจรจัด ปอตัดสินใจรับสุนัขจรจัดมาเลี้ยงหนึ่งตัว แล้วตั้งชื่อว่า น้าโป๊ะ นอกจากนี้ปอลงทุนซื้อที่ดิน 90 ไร่ที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อปลูกยางพารา ด้วยเหตุผลว่า เขาอยากให้โลกนี้มีสีเขียวมากขึ้น

หนูดี - วนิษา เรซ "ปิดเสียงข้างนอก แล้วกลับมาฟังเสียงข้างใน"
เธอเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ เจ้าของหนังสือเบสท์เซลเลอร์อย่าง “อัจฉริยะสร้างได้” “อัจฉริยะ...เรียนสนุก” และ “อัจฉริยะสร้างสุข” รวมถึงยังเป็นเจ้าของโรงเรียนวนิษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลและชั้นประถมศึกษา ไม่ใช่แค่สวย รวย เก่ง แต่เธอยังมีเบื้องหลังชีวิตที่ฉลาดใช้และฉลาดคิดเพื่อสังคมด้วย
Did you know+ ความสุขของหนูดีทุกวันนี้คือการได้ปลูกผักและดูแลต้นไม้ที่โรงเรียนและที่บ้าน+ ทุกเดือนหนูดีจะไปเข้าอบรมเรื่องการวางแผนการเงินและการลงทุนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากฟรีแล้วยังนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

ทราย เจริญปุระ "แค่รู้จักพอ และคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น"
เธอคนนี้โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาแล้ว 15 ปี แม้จะเคยถูกเมาท์ว่าเป็นนางเอกขี้เหร่ แต่ในสายตาเรา เธอทั้งสวย ทั้งเก่ง และแกร่ง เพราะทุกวันนี้ทรายต้องเป็นเสาหลักของครอบครัวแทนคุณพ่อ (รุจน์ รณภพ) ซึ่งป่วยเป็นอัลไซเมอร์ ในขณะเดียวกัน เธอก็สามารถบาลานซ์ชีวิตเรื่องงานและช่วยเหลือสังคมได้อย่างลงตัว
Did you know: ทรายเชื่อว่าการเป็นคนดีไม่ใช่เรื่องยาก แค่รู้จักพอและคิดถึงคนอื่นให้มากขึ้น และส่วนหนึ่งที่เธอตั้งใจทำเพื่อให้ความเชื่อนั้นเป็นจริงคือ แวะไปบริจาคเลือดทุกๆ 3 เดือนจนเป็นกิจวัตร และรวบรวมหนังสือที่มีอยู่ไปบริจาคให้แก่โรงเรียนที่ยากไร้ตามต่างจังหวัดเป็นประจำติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ใน

สกู๊ปพิเศษNo.638 (16 SEPTEMBER 2009)
สุดสัปดาห์

เรื่องน่ารู้เมื่อออกเดท

กฎข้อ 1 ใครชวนใครก่อนดี
สมัยก่อน ผู้หญิงควรรอให้ผู้ชายเป็นฝ่ายออกปากขอเดทกับเราก่อน แต่โลกปัจจุบันนี้ หนุ่มสาวสมัยใหม่ ต่างฝ่ายต่างยอมรับความจริงกันมากขึ้น ดังนั้น หากสบตาแล้วรู้สึกว่าปิ๊งกันก็ไม่ผิดที่ฝ่ายหญิงจะเป็นคนสานต่อให้พองาม เพราะจริงๆเรื่องออกปากนัดนี้ ผู้ชายเขาก็กล้าๆกลัวๆเหมือนที่ผู้หญิงรู้สึกนั่นแหละ ดังนั้นการที่ผู้หญิงจะเริ่มต้นก่อนก็ดีเสียอีก ผู้ชายจะได้มีกำลังใจขึ้น อย่างไรก็ตาม สาวๆฝ่ายเริ่มก็ควรดูให้แน่ใจว่าเขาพร้อมจะมีไมตรีกับคุณ
วิธีที่เหมาะ ครั้งแรกอาจไปกับกลุ่มของเราก่อนเหมือนชวนเพื่อนคนหนึ่ง เท่านี้ก็สำเร็จ แต่ระวังเขาจะติดใจเพื่อนคุณแทนล่ะ

กฎข้อ 2 วิธีนัดที่เหมาะสม
ส่วนใหญ่ผู้หญิงมักขี้เกียจหรืออายเกินไปที่จะบอกรสนิยมหรือเป็นคนเสนอเลือกการนัดหมายให้ผู้ชาย ทำให้เขายุ่งยากเกี่ยวกับการเลือกสถานที่ว่าจะนัดกันที่ไหนดี อย่ากลัวที่จะแนะนำเขาเรื่องนี้ เขาจะขอบคุณคุณมาก ควรเลือกที่ราคากลางๆไม่แพงสุดขั้วเกินไป และมีบรรยากาศสบายๆให้คุณกับเขาได้คุยกันบ้างไม่เอะอะมากนัก การนัดไปดูหนังถือว่าแย่มาก เพราะต่างฝ่ายต่างก็จะจดจ่อกับหนังตรงหน้า มากกว่าที่จะทำความรู้จักกันและกัน
วิธีที่เหมาะ ควรหาที่ๆจะคุยกันได้สัก 2 ชั่วโมง ไม่เอะอะหรือจอแจเกินไป และหากเป็นนัดเที่ยวกลางคืน ต่างฝ่ายก็ควรตรงกลับบ้านทันที

กฎข้อ 3 บรรยากาศการนัดพบ
ในจินตนาการ สถานที่ดีที่สุดในการเดทกับผู้ชายครั้งแรก จะเป็นบรรยากาศประมาณว่าผู้ชายคนนั้นยืนรอคุณที่โถงชั้นล่างของบันได มีแสงแดดอ่อนๆส่องเข้ามาที่หน้าต่าง คุณในฐานะสาวสวยก็จะปรากฎโฉมที่ชั้นบนสุด ขณะนั้น แสงแดดอ่อนๆส่องต้องตัวคุณในชุดโทนสีพาสเทลดูอ่อนหวานน่าทะนุถนม พบกันคร้งแรกแบบนี้ ทำให้คุณดูสวยขึ้นอีกหลายเท่า แต่ความจริงก็คือ ต่างคนต่างก็วิ่งเข้ามาที่ร้านเพราะมาสาย และหากเขาเป็นฝ่ายต้องมารับคุณก็แปลว่าคืนนี้เขาต้องงดดื่ม และหากต้องนั่งแท๊กซี่กลับด้วยกัน ค่าแท๊กซี่ก็จะแพงกว่าค่าดินเนอร์มื้อเย็นเสียอีก
วิธีที่เหมาะ การนัดพบกันในโอกาสที่คุณเลือกและในสถานที่บรรยากาศปานกลางนั้น ไม่ได้แปลว่าเขาจะเห็นว่าคุณไม่มีค่า สมัยนี้ชีวิตที่มีสาระความจริงคือสิ่งที่ต้องยอมรับ หากคุณหาที่นัดพบในบรรยากาศสบายๆ และราคาที่ไม่มีใครกระเป๋าฉีก เขาก็จะคบคุณต่อไปได้สะดวกใจมากกว่า

กฎข้อ 4 พูดถึงรักเก่าได้ไหม
หากคุณเป็นผู้ชายที่นัดครั้งแรก แล้วกำลังคุยสนุกสนาน แล้วจู่ๆเรื่องของแฟนเก่าก็เข้ามาแทรก แบบนี้มันจะหมดอารมณ์แค่ไหน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องที่ไม่ควรคุยในการเดท เช่นการแต่งงาน เรื่องอนาคตร่วมกัน เรื่องการมีลูก เป็นต้น ก็อะไรจะไปไกลขนาดนั้น เพิ่งเดทกันครั้งแรกแท้ๆอย่าฟุ้งซ่านไปถึงขนาดนั้นเลย พอสาวเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ ผู้ชายทั้งร้อยก็เผ่นแทบไม่ทัน ก็เขากลัวคุณจะจับเขาไงล่ะ
วิธีที่เหมาะ คุยเรื่องเบาๆสบายๆที่ไม่ให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกถูกผูกมัดมากเกินไป หากมีการพูดถึงเรื่องความรักครั้งเก่าโดยบังเอิญ ก็ทำให้มันดูเป็นเรื่องธรรมดาๆและจบบทสนทนานี้โดยเร็ว แต่อย่าทำให้รู้สึกว่าคุณกำลังมีพิรุธล่ะ

กฎข้อ 5 การจ่ายค่าอาหาร
ทัศนคติแบบเก่าเชื่อว่า หน้าที่นี้เป็นของผู้ชายในนัดแรก แต่ผู้หญิงก็ไม่ควรทำให้เขารู้สึกว่า เพราะเขาเป็นผู้ชายเขาจึงเป็นหนี้คุณมาแต่ชาติปางก่อนและต้องมาจ่ายค่าอาหารมื้อนี้ให้คุณ ทั้งๆที่เรื่องนี้น่าจะเป็นความเต็มใจที่เขาทำให้คุณมากกว่า
วิธีที่เหมาะ ให้เขาจ่ายได้ในนัดครั้งแรก แต่อย่าเลือกร้านแพงเกินไป แสดงให้เขารู้ว่าคุณพร้อมหากจะจ่ายคนละครึ่ง แล้วรอให้เขาบอกว่า "ไม่ต้องครับ ผมเอง" จะดีที่สุด จากนั้นก็ยิ้มอย่างอ่อนหวานแล้วขอบคุณเขาพร้อมกับหยอดว่า เขาน่ารักมากและทำนองว่าคราวหน้าขอโอกาสนี้ให้คุณเลี้ยงบ้าง สำคัญคืออย่าแย่งกันจ่ายจนคนทั้งร้านจะมองว่าคู่คุณเป็นตัวตลก

กฎข้อ 6 กลับบ้านหลังเดท
ไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ชายไปส่งคุณที่บ้านเหมือนความเชื่อเก่าๆ เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น ขึ้นกับสถานการณ์และความสะดวกมากกว่า หากเป็นที่ๆสะดวกพอ คุณสามารถบอกลาแล้วแยกกันไปคนละทางก็ได้ หรือถ้าเขาจะไปส่งคุณที่บ้าน ก็ไม่จำเป็นต้องชวนเขาเข้าบ้าน หากมันดึกแล้ว
วิธีที่เหมาะ บอกเขาไปได้เลยว่า ตอนนี้ดึกแล้ว ขอบคุณที่มาส่ง วันหลังค่อยพบกันใหม่ ให้เขารู้สึกว่าคุณมีศักดิ์ศรีที่ต้องระวัง แบบนี้จะประทับใจเขามากกว่าทำตัวเป็นเด็กอ่อนให้เขาคอยช่วยเหลือตลอดเวลา

กฎข้อ 7 เชิญเข้ามาทานกาแฟ
ประโยค "เข้ามาดื่มกาแฟก่อนไหมคะ" ของผู้หญิงนั้น ตีความหมายได้หลากหลายอย่าง เช่น เพียงแค่อยากบริการเครื่องดื่มอุ่นๆเขาก่อนกลับบ้าน หรืออยากคุยกับเขาต่อนานๆหรือกำลังจับเขาและอยากให้เขาลวนลามบนโซฟาห้องรับแขก หรืออาจถึงขั้นอยากชวนเขาถอดเสื้อผ้าแล้วมีเซ็กซ์กันต่อหลังการเดทก็เป็นได้ ปัญหาก็คือ ผู้ชายส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่านัยที่คุณเอ่ยชวนนี้แปลว่าอะไร
วิธีที่เหมาะ หากคุณไม่มีเป้าหมายอื่น ถ้าจะให้ปลอดภัยคุณก็ควรพูดให้แจ่มแจ้งพร้อมท่าทางประกอบที่จริงใจ เพื่อให้เขาไม่เข้าใจผิดกฎข้อ 8 เซ็กซ์กับเดทครั้งแรก
เรื่องนี้พูดกันตรงๆมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเองนั่นแหละ ว่าจะยอมให้เกิดขึ้นแค่ไหน แต่ที่อยากให้ระลึกก็คือ ทำแล้วมีผลอะไรบ้างในระยะยาว หากคุณอยากพบเขาอีกจะปลอดภัยกว่าหากรอสักหน่อย จริงอยู่ แม้จะมีบางคู่ที่แต่งงานกันเมื่อมีเซ็กส์ในเดทครั้งแรก แต่เรื่องนี้ก็ควรพิจารณาให้ดีๆ
วิธีที่เหมาะ หากชอบเขาจริงๆก็ทำอะไรที่ไม่ให้เขารู้สึกว่าคุณเป็นผู้หญิงไวไฟจะเหมาะสมกว่า

กฎข้อ 9 แลกเบอร์กันได้ไหม
เวลาที่ลุ้นระทึกก็คือช่วงว่า เขาจะขอเบอร์โทรคุณไหม แต่ลองนึกถึงว่าหากเขาโทรไปตอนเช้าที่คุณยังไม่ลุกจากเตียงล่ะ เรื่องแบนี้ผู้ชายมักจะเป็นกังวลมากกว่าผู้หญิง เขาจึงไม่ค่อยให้เบอร์ใครง่ายๆและผู้ชายก็ไม่ชอบใช้โทรศัพท์คุยไร้สาระ สำหรับเขาการให้เบอร์โทรคือเรื่องจริงจัง ที่สำคัญคือเขาควรเป็นฝ่ายขอคุณก่อนไม่ใช่คุณเป็นฝ่ายขอเพราะอาจทำให้เขาลำบากใจ
วิธีที่เหมาะ ควรรอให้เขาเป็นฝ่ายให้เบอร์เองจะดูดีกว่า

กฎข้อ 10 แล้วเขาจะโทรมาไหม
เวลามาตรฐานในการโทรกลับของผู้ชายคือ ประมาณ 3 วันขึ้นไปก่อนที่จะโทรกลับมาหาคุณ แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่า เขาต้องเป็นฝ่ายขอเบอร์คุณไม่ใช่คุณให้เขาเอง เขารู้สึกว่าการโทรไปทันทีจะเปิดเผยความรู้สึกมากเกินไป ผู้ชายมักจะรอจนกว่าจะมั่นใจในตัวเอง และเชื่อได้ว่า ถ้าเขาโทรมาก็มักจะไม่ใช่การโทรมาคุยเล่นๆ แต่ต้องมีอะไรมากกว่านั้น เช่น อาจเป็นนัดครั้งต่อไป
วิธีที่เหมาะ รับโทรศัพท์จากเขาอย่างเป็นมิตรจะมีประโยคเริ่มต้นแบบเชยๆเช่นว่า "พอดีผมเจอเบอร์คุณในกระเป๋าเลยโทรมา" เขาจะไม่บอกหรอกว่าเขาคิดถึงคุณ แค่นี้ก็แปลว่า ทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของคุณแล้วล่ะค่ะ

ที่มา : www.mthai.com